เพื่อความสุขสนุกสนาม กับการชมบล็อก
วันจันทร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2554
นิติราษฎร์เสนอแก้กฎหมายหมิ่นฯสถาบันกษัตริย์ ยกเลิกมาตรา 112
วันที่ 27 มีนาคม 2554 ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักวิชาการกลุ่มนิติราษฎร์ ซึ่งประกอบไปด้วย วรเจตน์ ภาคีรัตน์, ธีระ สุธีวรางกูร, ปิยบุตร แสงกนกกุล และ สาวตรี สุขศรี ได้จัดงานเสวนาเรื่องกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
โดยงานเสวนาได้เริ่มขึ้นจากการอภิปรายจากวิทยากรแต่ละท่าน ตามด้วยข้อเสนอการแก้กฎหมายหมิ่นสถาบันกษัตริย์ และการรับฟังข้อคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมเสวนา
สำหรับรายละเอียดจากวิทยากรแต่ละท่านมีดังต่อไปนี้
สาวตรี สุขศรี ได้บรรยายข้อมูลเกี่ยวกับการหมิ่นฯสถาบันกษัตริย์ ในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งมีเนื้อความว่า ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือ แสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3-15 ปี
ในขณะที่ความผิดเรื่องดูหมิ่น ถือเป็นการแสดงความเห็นโดยไม่มีข้อเท็จจริงประกอบ จะเป็นความผิดตามประมวลมาตรา 326 และในตอนท้ายสาวตรี ได้กล่าวถึงสถิติคดีหมิ่นฯสถาบันกษัตริย์ ซึ่งอ้างอิงจากงานวิจัยของ David Strakefuss ว่าในปี พ.ศ. 2548-2552 มีคดี 547 เฉลี่ยปีละ 109 คดี ซึ่งเพิ่มขึ้นจากช่วงปี พ.ศ. 2535 – 2547 ที่มีคดีเฉลี่ยปีละ 0.8 คดีต่อปี เป็น 13,000 เปอร์เซ็นต์ หรือ 131 เท่า
ในขณะที่วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ได้กล่าวถึงพัฒนาการของกฎหมายหมิ่นฯสถาบันกษัตริย์ จากสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ จนถึงปัจจุบัน และได้ให้ความเห็นว่าปัญหาของกฎหมายหมิ่นฯ มีทั้งปัญหาในระดับตัวบท และระดับบริบทซึ่งจะถูกนำมากำกับในการใช้ในการตีความ ซึ่งอาจจะเป็นไปอย่างรุนแรงได้
ส่วนปิยบุตร แสงกนกกุล ได้ยกคำกล่าวของ โรเบสปิแอร์ (Maximilien François Marie Isidore de Robespierre แกนนำของจาโคแบงในการปฏิวัติฝรั่งเศส) ว่า “การขัดขวางมิให้ประชาชนได้ก่อตั้งทางเลือกของพวกเขาเอง ถือเป็นอาชญากรรมฐานหมิ่นมนุษยชาติ” และได้นำเสนอเรื่อง อุดมการณ์และการชี้นำ agent ในระบบกระบวนการยุติธรรมทั้งหมด รวมถึงความหมายของ “กฎหมาย” และการยกตัวอย่างเปรียบเทียบจากประเทศต่าง ๆ
โดยงานเสวนาได้เริ่มขึ้นจากการอภิปรายจากวิทยากรแต่ละท่าน ตามด้วยข้อเสนอการแก้กฎหมายหมิ่นสถาบันกษัตริย์ และการรับฟังข้อคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมเสวนา
สำหรับรายละเอียดจากวิทยากรแต่ละท่านมีดังต่อไปนี้
สาวตรี สุขศรี ได้บรรยายข้อมูลเกี่ยวกับการหมิ่นฯสถาบันกษัตริย์ ในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งมีเนื้อความว่า ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือ แสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3-15 ปี
ในขณะที่ความผิดเรื่องดูหมิ่น ถือเป็นการแสดงความเห็นโดยไม่มีข้อเท็จจริงประกอบ จะเป็นความผิดตามประมวลมาตรา 326 และในตอนท้ายสาวตรี ได้กล่าวถึงสถิติคดีหมิ่นฯสถาบันกษัตริย์ ซึ่งอ้างอิงจากงานวิจัยของ David Strakefuss ว่าในปี พ.ศ. 2548-2552 มีคดี 547 เฉลี่ยปีละ 109 คดี ซึ่งเพิ่มขึ้นจากช่วงปี พ.ศ. 2535 – 2547 ที่มีคดีเฉลี่ยปีละ 0.8 คดีต่อปี เป็น 13,000 เปอร์เซ็นต์ หรือ 131 เท่า
ในขณะที่วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ได้กล่าวถึงพัฒนาการของกฎหมายหมิ่นฯสถาบันกษัตริย์ จากสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ จนถึงปัจจุบัน และได้ให้ความเห็นว่าปัญหาของกฎหมายหมิ่นฯ มีทั้งปัญหาในระดับตัวบท และระดับบริบทซึ่งจะถูกนำมากำกับในการใช้ในการตีความ ซึ่งอาจจะเป็นไปอย่างรุนแรงได้
ส่วนปิยบุตร แสงกนกกุล ได้ยกคำกล่าวของ โรเบสปิแอร์ (Maximilien François Marie Isidore de Robespierre แกนนำของจาโคแบงในการปฏิวัติฝรั่งเศส) ว่า “การขัดขวางมิให้ประชาชนได้ก่อตั้งทางเลือกของพวกเขาเอง ถือเป็นอาชญากรรมฐานหมิ่นมนุษยชาติ” และได้นำเสนอเรื่อง อุดมการณ์และการชี้นำ agent ในระบบกระบวนการยุติธรรมทั้งหมด รวมถึงความหมายของ “กฎหมาย” และการยกตัวอย่างเปรียบเทียบจากประเทศต่าง ๆ
นักสู้แห่งการอนุรักษ์
ชีวประวัติ สืบ นาคะเสถียร
คุณสืบ นาคะเสถียร หรือนามเดิม สืบยศ
เป็นชาวอำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี
เกิดเมื่อวันเสาร์ที่ ๓๑ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๙๒
ที่ตำบลท่างาม อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี
บิดาชื่อ นายสลับ นาคะเสถียร อดีต
ผู้ว่าราชการ จังหวัดปราจีนบุรี
มารดาชื่อ นางบุญเยี่ยม นาคะเสถียร มีพี่น้อง
ทั้งหมด ๓ คน โดยคุณสืบ เป็นบุตรชายคนโต
น้องชาย และน้องสาวอีก ๒ คน คือ
คุณกอบกิจ นาคะเสถียร และคุณกัลยา รักษาสิริกุล
คุณสืบมีบุตรสาว ๑ คน ชื่อนางสาวชินรัตน์ นาคะเสถียร
ปัจจุบันอายุ ๒๔ ปี (พ.ศ.๒๕๔๔)
ชีวิตและการทำงาน
โดยที่สายตระกูลของคุณสืบ นาคะเสถียร เป็นครอบครัวของชาวนา ชีวิตในช่วงปฐมวัยจึงต้องช่วยทำงานในนาของมารดา เมื่อว่างจากภาระดังกล่าวก็ออกท่องเที่ยวกับเพื่อน ๆ โดยมีไม้ง่ามหนังสะติ๊กคู่ใจ
ได้เข้าเรียนชั้นประถมต้นที่โรงเรียนประจำจังหวัดปราจีนบุรี ช่วงปิดเทอมว่างจากการเรียน ก็จะออกไปช่วยทางบ้านเสริมแนวคันนา เพื่อไม่ให้มีข้อพิพาทกับเพื่อนบ้าน ทำงานกลางแจ้งทั้งวัน แม้แดดจะร้อนก็มิเคยปริปากบ่น ครั้นเรียนจบชั้นประถม ๔ ต้องจากครอบครัวไปเรียนที่โรงเรียนเซนต์หลุยส์ จังหวัดฉะเชิงเทรา จนกระทั่งเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๕ ในสมัยนั้น คุณสืบ มีบุคลิกประจำตัวคือ เมื่อสนใจหรือตั้งใจจะทำอะไรแล้วก็จะมีความมุ่งมั่นตั้งใจทำจริงจัง จนประสบความสำเร็จ และเป็นผู้ที่มีผลการเรียนดีมาโดยตลอด
๒๕๑๑-๒๕๑๔ เข้าศึกษาในคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีความตั้งใจการศึกษาอย่างเต็ม ประสิทธิภาพ และเข้าร่วมกิจกรรมของนิสิตในมหาวิทยาลัย โดยเป็นที่ทราบกันดีระหว่าง หมู่เพื่อนผู้ใกล้ชิดว่า คุณสืบ เป็นผู้มีจิตใจรักงานศิลปะ สูงส่งในเชิงมนุษยสัมพันธ์ มีระเบียบ ในการดำเนินชีวิตในสมัยเรียนอย่างเป็นแบบแผน
๒๕๑๖ เมื่อจบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์แล้ว ได้เข้าทำงานที่กองสวนสาธารณะของการเคหะแห่งชาติ
๒๕๑๗ เข้าศึกษาระดับปริญญาโท สาขาวิชาวนวัฒน์วิทยา คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จนสำเร็จการศึกษา
เป็นชาวอำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี
เกิดเมื่อวันเสาร์ที่ ๓๑ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๙๒
ที่ตำบลท่างาม อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี
บิดาชื่อ นายสลับ นาคะเสถียร อดีต
ผู้ว่าราชการ จังหวัดปราจีนบุรี
มารดาชื่อ นางบุญเยี่ยม นาคะเสถียร มีพี่น้อง
ทั้งหมด ๓ คน โดยคุณสืบ เป็นบุตรชายคนโต
น้องชาย และน้องสาวอีก ๒ คน คือ
คุณกอบกิจ นาคะเสถียร และคุณกัลยา รักษาสิริกุล
คุณสืบมีบุตรสาว ๑ คน ชื่อนางสาวชินรัตน์ นาคะเสถียร
ปัจจุบันอายุ ๒๔ ปี (พ.ศ.๒๕๔๔)
ชีวิตและการทำงาน
โดยที่สายตระกูลของคุณสืบ นาคะเสถียร เป็นครอบครัวของชาวนา ชีวิตในช่วงปฐมวัยจึงต้องช่วยทำงานในนาของมารดา เมื่อว่างจากภาระดังกล่าวก็ออกท่องเที่ยวกับเพื่อน ๆ โดยมีไม้ง่ามหนังสะติ๊กคู่ใจ
ได้เข้าเรียนชั้นประถมต้นที่โรงเรียนประจำจังหวัดปราจีนบุรี ช่วงปิดเทอมว่างจากการเรียน ก็จะออกไปช่วยทางบ้านเสริมแนวคันนา เพื่อไม่ให้มีข้อพิพาทกับเพื่อนบ้าน ทำงานกลางแจ้งทั้งวัน แม้แดดจะร้อนก็มิเคยปริปากบ่น ครั้นเรียนจบชั้นประถม ๔ ต้องจากครอบครัวไปเรียนที่โรงเรียนเซนต์หลุยส์ จังหวัดฉะเชิงเทรา จนกระทั่งเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๕ ในสมัยนั้น คุณสืบ มีบุคลิกประจำตัวคือ เมื่อสนใจหรือตั้งใจจะทำอะไรแล้วก็จะมีความมุ่งมั่นตั้งใจทำจริงจัง จนประสบความสำเร็จ และเป็นผู้ที่มีผลการเรียนดีมาโดยตลอด
๒๕๑๑-๒๕๑๔ เข้าศึกษาในคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีความตั้งใจการศึกษาอย่างเต็ม ประสิทธิภาพ และเข้าร่วมกิจกรรมของนิสิตในมหาวิทยาลัย โดยเป็นที่ทราบกันดีระหว่าง หมู่เพื่อนผู้ใกล้ชิดว่า คุณสืบ เป็นผู้มีจิตใจรักงานศิลปะ สูงส่งในเชิงมนุษยสัมพันธ์ มีระเบียบ ในการดำเนินชีวิตในสมัยเรียนอย่างเป็นแบบแผน
๒๕๑๖ เมื่อจบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์แล้ว ได้เข้าทำงานที่กองสวนสาธารณะของการเคหะแห่งชาติ
๒๕๑๗ เข้าศึกษาระดับปริญญาโท สาขาวิชาวนวัฒน์วิทยา คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จนสำเร็จการศึกษา
๒๕๑๘ บรรจุเข้ารับราชการ ตำแหน่ง พนักงานป่าไม้ตรี กองอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมป่าไม้ ไปปฏิบัติหน้าที่ราชการ ณ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาเขียว - เขาชมภู่ จังหวัดชลบุรี ปราบปรามจับกุมผู้บุกรุกทำลายป่าอย่างมีประสิทธิภาพ
๒๕๒๒ ได้รับทุนจาก British Council ไปเรียนปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยลอนดอน ประเทศอังกฤษ ในสาขาวิชาอนุรักษ์วิทยา
๒๕๒๒ ได้รับทุนจาก British Council ไปเรียนปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยลอนดอน ประเทศอังกฤษ ในสาขาวิชาอนุรักษ์วิทยา
๒๕๒๔ เดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งหัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบางพระ มีส่วนร่วมในการจัดการและประสานงาน รวมทั้งเป็นวิทยากรฝึกอบรมพนักงานพิทักษ์ป่าอีกหลายรุ่น
๒๕๒๖ กลับเข้าปฏิบัติราชการประจำ ฝ่ายวิชาการ กองอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมป่าไม้
๒๕๒๙ ปฏิบัติงานในหน้าที่หัวหน้าโครงการอพยพสัตว์ป่าตกค้างในพื้นที่อ่างเก็บน้ำเขื่อน รัชชประภา(เชี่ยวหลาน) จังหวัดสุราษฎร์ธานี
๒๕๓๐ ปฏิบัติงานในโครงการศึกษาผลกระทบสภาพแวดล้อม เพื่อพัฒนาพื้นที่ ป่าพรุโต๊ะแดง จังหวัดนราธิวาส ต่อมาได้รับคำสั่งให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองแสง จังหวัดสุราษฎร์ธานี อีกตำแหน่งหนึ่ง เป็นอาจารย์พิเศษ ประจำภาควิชาชีววิทยา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดเตรียมเอกสารข้อมูลทางด้านบทความและภาพถ่าย ทุ่มเทพลังกาย พลังใจ เพื่อคัดค้าน การสร้างเขื่อนน้ำโจนในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรและการบุกรุกทำลาย ทรัพยากร ธรรมชาติทุกรูปแบบ
๒๕๓๑ กลับมาปฏิบัติราชการที่ กองอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมป่าไม้
๒๕๓๒ เข้ารับตำแหน่ง หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จังหวัดอุทัยธานี
๒๕๓๓ จัดตั้งกองทุนเพื่อรักษาป่าห้วยขาแข้ง และทุ่งใหญ่นเรศวรเป็นวิทยากรบรรยาย และร่วมอภิปรายในโอกาส และสถานที่ต่าง ๆ หลายแห่ง ส่วนมากเป็นหัวข้อเรื่อง “ การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและปัญหาที่เกี่ยวข้อง ” “ การอพยพสัตว์ป่าตกค้างในเขื่อนเชี่ยวหลาน ” เป็นต้น เขียนเอกสาร โครงงานเพื่อจัดการให้พื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง เป็นพื้นที่มรดกทางธรรมชาติของโลก
๒๕๒๖ กลับเข้าปฏิบัติราชการประจำ ฝ่ายวิชาการ กองอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมป่าไม้
๒๕๒๙ ปฏิบัติงานในหน้าที่หัวหน้าโครงการอพยพสัตว์ป่าตกค้างในพื้นที่อ่างเก็บน้ำเขื่อน รัชชประภา(เชี่ยวหลาน) จังหวัดสุราษฎร์ธานี
๒๕๓๐ ปฏิบัติงานในโครงการศึกษาผลกระทบสภาพแวดล้อม เพื่อพัฒนาพื้นที่ ป่าพรุโต๊ะแดง จังหวัดนราธิวาส ต่อมาได้รับคำสั่งให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองแสง จังหวัดสุราษฎร์ธานี อีกตำแหน่งหนึ่ง เป็นอาจารย์พิเศษ ประจำภาควิชาชีววิทยา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดเตรียมเอกสารข้อมูลทางด้านบทความและภาพถ่าย ทุ่มเทพลังกาย พลังใจ เพื่อคัดค้าน การสร้างเขื่อนน้ำโจนในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรและการบุกรุกทำลาย ทรัพยากร ธรรมชาติทุกรูปแบบ
๒๕๓๑ กลับมาปฏิบัติราชการที่ กองอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมป่าไม้
๒๕๓๒ เข้ารับตำแหน่ง หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จังหวัดอุทัยธานี
๒๕๓๓ จัดตั้งกองทุนเพื่อรักษาป่าห้วยขาแข้ง และทุ่งใหญ่นเรศวรเป็นวิทยากรบรรยาย และร่วมอภิปรายในโอกาส และสถานที่ต่าง ๆ หลายแห่ง ส่วนมากเป็นหัวข้อเรื่อง “ การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและปัญหาที่เกี่ยวข้อง ” “ การอพยพสัตว์ป่าตกค้างในเขื่อนเชี่ยวหลาน ” เป็นต้น เขียนเอกสาร โครงงานเพื่อจัดการให้พื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง เป็นพื้นที่มรดกทางธรรมชาติของโลก
นักสู้เพื่อสัง แห่งภูพาน
ประวัติย่อ
จิตร ภูมิศักดิ์ เกิดเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2473 เป็นชาวจังหวัดปราจีนบุรี ตอนแรกถูกตั้งชื่อว่า สมจิตร เพื่อให้สอดคล้องกับพี่สาวที่ชื่อ ภิรมย์ ต่อมาสมัยจอมพล ป. พิบูลสงครามต้องการให้ชื่อแสดงถึงเพศหญิงชายอย่างชัดเจน จึงถูกเปลี่ยนชื่อเป็นจิตร จิตรจบการศึกษาคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ช่วงสมัยเป็นนิสิตเคยทำหน้าที่สาราณียกรหนังสือมหาวิทยาลัยฉบับ 23 ตุลา ได้ถูกเพื่อนนักศึกษาจับโยนบกจนหลังเดาะ เนื่องจากถูกล่าวหาว่ารูปแบบและเนื้อหาของหนังสือ มีลักษณะเป็นคอมมิวนิสต์ และต่อมาสภามหาวิทยาลัยสั่งพักการเรียน 1 ปี
ระหว่างถูกพักการเรียนจิตรได้ไปสอนหนังสือที่โรงเรียนอินทรศึกษา และทำหนังสือพิมพ์ไทยใหม่กับ สุภา ศิริมานนท์ เมื่อจบการศึกษาได้เป็น อาจารย์ที่วิทยาลัยครูเพชรบุรีวิทยาลงกรณ์ และเป็นผู้บรรยายวิชาภาษาอังกฤษ ที่คณะสถาปัตย์ ม.ศิลปากร วันที่ 21 ตุลาคม 2501 ถูกจับกุมข้อหามีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์
งานเขียนครั้งแรก
ผลงานด้านวิชาการ งานแปลและบทกวีมากมาย เช่น แม่ ของแมกซิม กอร์ตี้ โคทาน ของเปรม จันท์ คนขี่เสือ ของ ภวานี ภัฏฏาจารย์ ศิลปเพื่อชีวิต ศิลปะเพื่อประชาชน ฯลฯ
ปัจจุบัน
- วันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ.2509 จิตร ภูมิศักดิ์ ถูกล้อมยิงเสียชีวิตลงที่ชายป่าบ้านหนองกุง ตำบลคำบ่อ อำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร
วันศุกร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2554
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)








